Note จากทางบ้าน 10 รายการล่าสุด **ขอความกรุณา Click ครั้งเดียวนะครับ**
แปะ Note ::
จากคุณ :: :

ขอต้อนรับคุณ:
ขาจร
โปรดเข้าสู่ระบบ
Login:
Pass :
** สมัครใหม่
* ท่านต้องมีชื่ออยู่ในบัญชี
รายชื่อ จึงสามารถใช้งานได้
เพื่อนบ้านของเราครับ

จุฬาฯ-ชนบท สัมพันธ์  ข่าวคราวและสื่อสัมพันธ์น้องพี่จุฬาฯ-ชนบท
อีสานจุฬาฯ: ชมรมศิปลวัฒนธรรมอีสาน จุฬาฯ
สายแนนอีสานจุฬาฯ
ร้อยพันเรื่องราว ผ่านหนาวผ่านร้อน สีทันดร
ชุมชนคนลุ่มน้ำมูล


สื่อกลาง สานสัมพันธ์น้องพี่สีชมพู จุฬาฯ-ชนบท || บทเพลง จุฬาฯ-ชนบท รำลึก ||
หนาวลมแล้ง
ชื่อเรื่อง ::
หนาวลมแล้ง
โดย ::
สีดอกคำของ (จุฬาฯ-ชนบทรุ่นที่ 19)
เมื่อวันที่ ::
2006-05-22
จำนวนหน้า ::
1 หน้าใหญ่
 
เนื้อเรื่อง..

เปลวแดดมองดูเป็นสายคลื่นเคลื่อนตัวอยู่เบื้องหน้า ต้นไม้แลใบหญ้าเกือบเป็นสีแดงแทบแยกไม่ออก ความร้อนของเปลวแดดแผดเผาพื้นดินทรายตลอดทางเกวียนให้ร้อนระอุดั่งใช้ไฟเผา หญ้าริมทางแห้งตายกันเกือบหมด แต่ยังดีที่สามารถเป็นแผ่นรองตีนในการเดินทางตลอดเส้นทางนี้ซึ่งดีกว่าเดินบนพื้นดินทรายโดยไม่มีอะไรกั้นความร้อน ไม่ว่าจะกี่แล้ง กี่ร้อน มันก็ยังร้อนและแล้งอยู่เช่นเดิม วันเวลามันผันผ่านรู้สึกว่าชักจะร้อนและแล้งมากยิ่งขึ้น จะว่าไปในความรู้สึกปีนี้มันร้อนหนักกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา หรือมันจะตรงกับ "ลมซ่า" ดังคนคุ้มวัดพูดกันว่าที่มันร้อนและแล้งหนักกว่าทุก ๆ ปี เป็นเพราะ "เจ้าหัว" บ้านโนนศิลา หนีไปตาม "แม่ออก" บ้านนาสะแบงในขณะที่ยังไม่ได้สึกจากความเป็นพระ หรือเป็นเพราะความแก่ตัวของวัย สังขารที่โรยราทำให้การรับรู้สภาวะ ฤดูกาล อากาศมันเปลี่ยนไป หรือมันจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

คิดพลางสลัดความคิด ก็ยังเดินเหินได้สะดวกไปมาได้ตามเดิมจะแก่ตรงไหนว่ะ แต่ลึก ๆ อาจจะจริงไม่งั้นคนเฒ่าคนแก่รุ่นก่อน ๆ คงไม่กล่าวกันดอกว่า เป็นเด็กน้อยบ่ฮู้จักฮ้อนจักหนาว พอเฒ่าพอแก่ตัวมาหนาวก็ว่าฮ้อน ฮ้อนก็ว่าหนาว คิดพลางเดินไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางเปลวแดดและความร้อนของพื้นดินทราย
ฤดูกาลแม้จะผ่านมากี่ร้อนกี่แล้ง จะหน้าฝนหรือหน้าหนาว โคกคึมยังเป็นป่าที่เป็นแหล่งอาหารอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ป่าโคก ป่าเต็งรัง พรรณไม้แบบร้อนแล้งกว่าร้อยไร่ ยังทนร้อนทนฝนมานับชั่วอายุคน ฤดูฝนโคกคึมจะเป็นแหล่งเห็ดนานาชนิด อีลอกผักป่าอีกชนิดใช้สำหรับต้มแกงแสนอร่อยลำต้นมันทอดยาวชูดอกดั่งสายบัวที่เกิดอยู่บนบก หญ้าเขียวขจีปกคลุมด้วยพุ่มไม้เล็ก ๆ เป็นแหล่งอาหารของฝูงวัว ควาย อย่างดีทีเดียว พอเข้าหน้าหนาวก็กลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิง คือ ไม้ฟืนแห้ง อีกทั้งยางของต้นไม้ใหญ่มักให้ผลผลิตมาก นำมาใช้ทำขี้ไต้ก็ยามหนาวนี้แหละ เข้าหน้าร้อนปีนี้ฝูงแย้ กระปอม วิ่งกันให้เห็นมากมายเช่นเคย นกป่าก็ได้อาศัยป่าโคกเป็นชายคาในการพักนอน รวมทั้งหมากไม้หน้าร้อนซึ่งมักจะเป็นผลไม้ลูกเล็ก ๆ เช่นหมากข่อย เป็นอาหารสำหรับปักษาตัวน้อย ๆ เหล่านี้ เด็ก ๆ เลี้ยงวัว ควายก็ชอบไล่ควายเข้าป่าโคกคึมให้มันหากินหญ้าตามประสา ซึ่งหากพูดถึงข้อดีสำหรับเด็ก ๆ เลี้ยงควายก็มีมากไม่ว่าจะเป็นความร่มรื่นของแมกไม้ ดีกว่าไล่ไปเลี้ยงที่กลางทุ่งซึ่งมีแต่เปลวแดด แถมมีโอกาสเล่นไล่จับกันบนกิ่งไม้อย่างสนุกสนาน โดยไม่ต้องกลัวไอ้ทุย อีมอ หนีหาย เพราะความสูงที่เป็นสนามการเล่นทำให้สามารถจับตามองภาพพวกมันไม่ให้คลาดหายไปจากสายตาเหล่าเด็กน้อยได้เลย
"รังนี้คงมีไข่และแม่เป้ง (นางพญา) เยอะ" เฒ่าคำพูดเบา ๆ กับตนเอง
"หากไข่เยอะ ๆ แบบนี้แหย่ซักสี่ห้ารังคงพอกินมื้อแลง" เฒ่าคำพูดกับตนเองเบา ๆ
อีกครั้งเมื่อสำรวจไข่มดแดงอันได้จากการแหย่รังมดแดงรังแรกบนต้นขี้เหล็ก ที่ใบปกคลุมเป็นร่มเย็นสบายแม้หน้าแล้งก็ตาม ความคิดวิ่งไกลไปถึงแกงไข่มดแดงใส่ผักติ้วที่ผลิใบยามหน้าแล้ง น้ำแกงที่เกิดจากความฝาดและเปรี้ยวของผักติ้ว ผสมกับความหวานมันของไข่มดแดงคงอร่อยพอช่วยกลั้วข้าวเหนียวลงคอในอาหารมื้อแลงที่จะถึงนี้ได้ไม่น้อย จากรังหนึ่งไปรังที่สองจนรังที่เก้าแล้วยังไม่พอแกงดังที่คาดคิด
"มันน่าจะได้พอแกงแล้วนิ" เฒ่าคำครุ่นคิด แกเคยมาแหย่ไข่มดแดงในหน้าแล้งแถบป่าโคกคึมในทุก ๆ ปี หลายปีที่ผ่านมาแหย่อย่างมากไม่เกินห้ารังก็พอแกงกินมื้อหนึ่งสำหรับแกคนเดียว ซึ่งนานห้าหกปีแล้วที่แกต้องกินข้าวกับแกงไข่มดแดงคนเดียว นับแต่เมียแกตายจากไปด้วยโรคตับโต
"มันไม่น่าจะผิดเปิงบ้านเปิงเฮือนมาถึงมดแดง" แกคิดถึง "ลมซ่า" ที่ชาวบ้านพูดกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองมันฮ้อนมันไหม้ เฒ่าคำนั่งชันเข่าด้วยความเหนื่อยอ่อนทั้งกายและหัวใจเมื่อนึกคิด แต่ยังคิดไปเรื่อย ๆ สายตาเหม่อมองทอดยาวไปตามแนวป่าแต่มันช่างไม่รู้สึกสบายตาเหมือนดังเดิม เศร้า ๆ ร้อน ๆ หนาว ๆ รน ๆ อย่างบอกไม่ถูก หรือมันจะผิดเปิงบ้านเปิงเฮือนมาถึงป่าโคกหนอ
โคกคึมเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งที่อยู่ในอาณาเขตของบ้านห้วยทราย ห้วยทรายเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ห่างไกลความเจริญทางด้านวัตถุทั้งหลาย ระยะทางยี่สิบกิโลเมตร ของการเดินทางบนถนนลูกรังสีแดงจึงจะถึงตัวอำเภอ นับไปอีกสี่สิบกิโลเมตร ก็จะถึงตัวจังหวัด การไปมาระหว่างในเมืองกับหมู่บ้านต้องตื่นแต่เช้ามารอขึ้นรถโดยสารประจำหมู่บ้านที่ปากทาง ซึ่งแต่ละวันจะมีรถเข้าตัวอำเภอเพียงเที่ยวเดียวและคันเดียว โดยออกจากหมู่บ้านตอนเช้ากลับมาอีกทีก็ตอนเที่ยงวัน หากใครพลาดหรือช้าไปไม่ทันเวลารถออกก็ต้องรอวันรุ่งขึ้น แต่ชาวบ้านห้วยทรายก็มีวิธีป้องกันการตกรถโดยสาร โดยตอนเย็นก่อนวันที่จะเดินทางชาวบ้านก็จะไปบอกเจ้าของรถก่อนว่าพรุ่งนี้ตนจะเข้าเมืองด้วย เมื่อนัดหมายกันเรียบร้อยแล้วเจ้าของรถก็จะรอหรือไม่ก็จะวิ่งรถผ่านหน้าเฮือนหรือหน้าคุ้มของบุคคลนั้นในเช้าวันรุ่งขึ้น จะดีหน่อยก็คงเป็นผู้ใหญ่หวินที่แกมีรถเครื่องเป็นของตนเองจะไปไหนมาไหนก็สะดวกไม่ต้องกังวลเรื่องการจะตกรถแต่อย่างใด ซึ่งนอกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ทำให้ดูเหนือกว่าทุกคนในสายตาชาวบ้าน การมีรถเครื่องขี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดูดีมีฐานะกว่าใคร ๆ เสริมบารมีของความเป็นผู้ใหญ่บ้านไปในตัว
รุ่งสางวันแรกของเดือนห้า หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้านส่งเสียงเพลงด้วยพลังเสียงที่สามารถได้ยินกันทั้งหมู่บ้าน นั่นก็แสดงว่าผู้ใหญ่หวินคงมีข่าวคราวไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานราชการ มาแจ้งให้กับชาวบ้านทราบ การเปิดเพลงผ่านหอกระจายข่าวในช่วงรุ่งสางนั้นสำหรับคนนอนตื่นสายก็ดีอีกอย่าง คือ นอนไปฟังเพลงไปจนกว่าเสียงเพลงและเสียงพูดจะหายไปจึงค่อยลุกขึ้นจากที่นอน แต่สำหรับเฒ่าคำแกรู้สึกว่าช่างน่ารำคาญ ด้วยเหตุเพราะแกเป็นคนนอนตื่นเช้าและบังเอิญเฮือนของแกติดกับเฮือนผู้ใหญ่หวิน อีกทั้งที่ตั้งของหอกระจายข่าวก็อยู่บริเวณใกล้กันนั่นเอง บ่อยครั้งแกก็บ่นอยู่ในใจว่ามีเรื่องมาแจ้งเพียงเรื่องเดียวแต่เปิดเพลงกระแทกหูกูนานนับชั่วโมง
"สุขขีหมั่นเสมอมันเครือใหม่ ความเจ็บอย่าให้ได้ความไข้อย่าให้มี สุขขีหมั่นเสมอมันเครือเก่าอย่าป๋าพี่น้องเก่าไว้หนีไปย่องผู้อื่นดี"
ผญาบทแรกและบทเดิมของผู้ใหญ่หวินในการเริ่มต้นทักทายชาวบ้านห้วยทรายผ่านทางหอกระจายข่าว ก่อนที่แกจะสาธยายข่าวสารแจ้งให้ชาวบ้านฟังต่อไป
"ทางผู้ใหญ่บ้านได้ไปประชุมที่อำเภอในวันที่สามสิบเอ็ดที่ผ่านมา ทางอำเภอแจ้งว่า ได้ทำการจัดลำดับหมู่บ้านเฮาให้เป็นหนึ่งในหมู่บ้านเป้าหมายของการเพิ่มพูนรายได้ของประชากร" เสียงผู้ใหญ่หวินกล่าว
เฒ่าคำฟังไปพลางก่อไฟนึ่งข้าวเหนียวเพื่อให้ทันไปจังหันที่วัด จับใจความได้ว่า ทางราชการมีเกษตรอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ จัดลำดับของหมู่บ้านห้วยทรายเป็นหมู่บ้านเป้าหมายของการเพิ่มพูนรายได้ โดยมีแผนจะให้เกษตรกรที่มีรายได้ต่ำเข้าร่วมโครงการ ซึ่งทางราชการจะสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจคือมันสำปะหลังอันจะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกมันสำปะหลังดังกล่าวไร่ละสามพันห้าต่อปี ทั้งนี้ในปีแรกจะต้องมีการปลูกในแปลงสาธิตขนาดร้อยกว่าไร่เพื่อรับการตรวจ และประมินผลจากทางนายที่มาจากตัวจังหวัด
"มันจะเอาพื้นที่ขนาดร้อยกว่าไร่มาจากไหน" เฒ่าคำแย้งขึ้นมาขณะผู้ใหญ่หวินกำลังพูด
"แต่ถ้ารายได้มันตกไร่ละสามพันห้าต่อปี มันก็ดีชาวบ้านจะได้ลืมตาอ้าปากได้ซะที" แกเห็นด้วยในราคาผลิตผลที่จะได้ แต่อีกใจก็ไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร
ย้อนเวลาไปเมื่อสองปีที่แล้ว บ้านห้วยทรายเป็นหมู่บ้านที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนตำบลเข้าร่วมประกวดโครงการหมู่บ้าน "แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง" ในระดับอำเภอ นึกภาพของหมู่บ้านในตอนนั้นคึกคักด้วยพวกข้าราชการไม่ว่าจะเป็นเกษตรตำบล กำนัน ครูบาอาจารย์ แพทย์ประจำตำบล ปลัดอำเภอที่ดูแลตำบล วิ่งเข้าออกหมู่บ้านเป็นว่าเล่น หมู่บ้านห้วยทรายถูกเนรมิตให้เป็นหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองในบัดดล แปลงเกษตรตัวอย่าง แปลงพืชผักสวนครัว แปลงพืชสมุนไพร รั้วผักกินได้ ถูกให้น้ำให้ปุ๋ยทั้งเช้าและเย็น พืชชนิดไหนที่ปลูกแต่ไม่สามารถโตได้ทัน ก็จะมีการยกต้นที่โตแล้วจากแปลงสวนครัวของโรงเรียนมาแทนชั่วคราว ชื่อคุ้มของหมู่บ้านก็ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ จากคุ้มโคกคึม เปลี่ยนเป็น "คุ้มศรีวิไล" คุ้มวัดที่อยู่ทางทิศตะวันออกถูกเปลี่ยนเป็น "คุ้มบูรพา" คุ้มเหนือถูกเปลี่ยน เป็น "คุ้มอุดร" หน้าบ้านทุกครัวเรือนจะมีชื่อบอกบ้านเลขที่และชื่อหัวหน้าครอบครัว แถมมีสุภาษิตเขียนบนป้ายไม้มะขาม "ชาติเสียต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ" ที่อ่านหนังสือพิมพ์ถูกสร้างขึ้นทาสีใหม่เอี่ยม โดยได้รับบริจาคหนังสือเก่าจากข้าราชการที่วิ่งเข้าวิ่งออกหมู่บ้านนั่นแหละ ส่วนหนังสือที่มาจากโรงเรียนก็ให้ยืมเฉพาะในช่วงการประกวดเท่านั้น หนังสือพิมพ์จะมีให้อ่านก็ในช่วงสัปดาห์ที่ทำการประกวด
"ใครบอกให้ปลูกผักบุ้งไว้ฮิมฮั้วหละเกษตร หมามันก็เยี่ยวใส่ ไก่มันก็เขี่ยเล่นเท่านั้นเอง" เฒ่าคำคิดถึงคำพูดที่เคยกล่าวกับเกษตรตำบล นึกถึงคราวใดก็อดที่จะขำไม่ได้ที่เกษตรตำบลเอาผักบุ้งปลูกเป็นผักรั้วกินได้ เพราะหากปลูกพืชชนิดอื่นแล้วมันไม่อาจที่จะโตทันคณะกรรมการมาตรวจแน่นอน
สองปีผ่านไปรั้วไม้หักผุดูไม่เป็นรั้ว ที่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นที่จับกลุ่มคุยกันของวัยรุ่นและในการสังสรรค์ ส.ร.ถ. (สุราเถื่อน) ในตอนพลบค่ำ พอตกกลางวันเป็นที่เป่ากบ(ยาง) ของเด็กประถม อีกทั้งยังเป็นแหล่งสร้างสรรค์บทวรรณกรรมบนผนังผ่านตัวอักษรสีดำของถ่านไฟ "ยักษ์รักสวย" "อ้ายแหล่ยังรอเด้อสาวคุ้มเหนือ ปล. จากบ่าวคุ้มวัด" หรือไม่ก็เป็นวรรณกรรมประเภทประชดประชันแกมสมน้ำหน้า อาทิ "ทีทำไม่ร้อง ทีท้องร้องให้รับ"
"จึงขอประกาศให้พ่อแม่พี่น้องชาวบ้านห้วยทรายทุกท่านทราบโดยทั่วกัน และท่านที่สนใจขอให้มาลงชื่อเข้าร่วมโครงการได้ที่เฮือนผู้ใหญ่บ้านก่อนแลงมื้อนี้ เพราะมื้ออื่นเช้าทางเกษตรอำเภอท่านจะเข้ามาสำรวจสถานะรายได้ของชาวบ้าน และพื้นที่ในการดำเนินโครงการต่อไป" ผู้ใหญ่หวินพยายามสรุป
"มื้อนี้คงมีเรื่องแจ้งให้ทราบเพียงเรื่องเดียวเท่านี้ ขอให้สำบายดีซุผู้ซุคน นอนหลับให้ได้เงินหมื่น นอนตื่นให้ได้เงินแสน แบนมือมาให้ได้แก้วมณีโชติ โรคฮ้ายอย่ามาพานมารฮ้ายอย่ามาเบียด สำบายดี" เป็นบทพูดส่งท้ายและเหมือนเดิมในทุกครั้งของผู้ใหญ่หวินก่อนเสียงนั้นจะหายไป
ข่าวที่ได้รับในรุ่งเช้าวันนี้สำหรับชาวบ้านในบางส่วนอาจจะเกิดความดีใจที่จะมีรายได้เกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว แต่เฒ่าคำนั้นมันไม่ใช่ในความรู้สึกของแก ความหนาวเกิดขึ้นลึก ๆ ในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ดินกว่าร้อยไร่ ราคาผลิตผลกว่าสามพันห้าต่อไร่ต่อปี ความมีอยู่มีกินที่จะเกิดขึ้น ความคิดมืดมัวไปหมดมันมองไม่เห็นภาพเช่นนั้นเลย
"หรือกูจะคิดมากไปเอง"
"มันก็น่าจะดีสิบไร่ ก็ได้เงินตั้งสามสี่หมื่น" เฒ่าคำปลอบใจความคิดอคติของตัวเองที่เกิดแต่ต้น
ความหนาวในหัวใจของเฒ่าคำมันทำให้เกิดลางสังหรณ์อย่างบอกไม่ถูก ความคิดนึกไปถึง "ลมซ่า" ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปีนี้ โครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทองเมื่อสองปีก่อน ความหนาวในหัวใจของคนแก่ยิ่งทวีคูณมากขึ้น มันเป็นความหนาวท่ามกลางแสงแดดสาดแสงแรงขึ้น เสียงระฆังของญาครูดังผ่านโสตประสาททำให้แกนึกขึ้นได้ว่าต้องเตรียมอาหารไปจังหันที่วัดในเช้านี้
แรนด์ โรเวอร์ สีเขียวคันโตตีตราด้านข้างประตูเป็นสัญลักษณ์กระทรวงเกษตร วิ่งฝ่าถนนลูกรังทำให้ฝุ่นคลุ้งตลบตามหลังเป็นสีส้มแดงเหมือนเงาตามตัว มาหยุดล้อลงตรงหน้าที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งอยู่ติดถนนเส้นกลางหมู่บ้าน ชายสามคนลงจากรถพร้อม ๆ กัน รี่ตรงเข้าใต้ถุนเฮือนผู้ใหญ่หวิน เสียงอีจ่อย บักพาน หมาสองตัวของเจ้าของเฮือนส่งเสียงต้อนรับในลักษณะที่ไม่เป็นมิตรดังขรมนานจนน่ารำคาญ แต่มันก็ต้องหยุดส่งเสียงเพราะเจ้าของตวาดบอกให้มันหยุด แถมเจ้าของมันยังต้อนรับชายทั้งสามคนด้วยอาการพินอบพิเทาเป็นอย่างยิ่ง
"บักแดง อีจ่อย มันฉลาด...รู้จักเอาใจเจ้าของมันเหมือนเจ้าของมันรู้จักเอาใจนาย" เฒ่าคำอดที่จะพูดขึ้นเบา ๆ ไม่ได้เมื่อมองเห็นอาการคนและหมาเฮือนหลังติดกัน ขณะที่แกนั่งสานก่องข้าวอยู่แคร่ใต้ถุนเฮือน
นั่งยังไม่ทันถึงหายเหนื่อย ข้าวปลา อาหารการกิน ถูกยกขึ้นไว้รอบนแคร่ใต้ต้นมะขามหน้าบ้านผู้ใหญ่หวิน ลาบเป็ด ต้มไก่ นึ่งปลาช่อน ข้าวเหนียว ผักลวก ผักสด ซึ่งนับว่าเป็นสุดยอดอาหารเลิศรส ซึ่งอาหารการกินของชาวบ้านทั่วไปในยามปกติก็จะเป็นข้าวเหนียว ป่นปลา ลวกผัก หรืออาหารตามที่จะหาได้ตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่ทั่ว ๆ ไปตามไร่นา ป่าเขา โดยมีปลาแดกบองเป็นอาหารกำกับพาข้าวในเกือบทุก ๆ มื้อ แต่มันเป็นเมนูยกเว้นสำหรับอาหารบนพาข้าวมื้อนี้
"ซ้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง" เฒ่าคำแกไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมทุกครั้งที่มีนายมาจากส่วนกลางจะต้องทำอาหารการกินที่พิเศษกว่าที่ชาวบ้านกินด้วย
"พวกผีปอบ มายามใดเป็ดไก่ตายสี่ห้าโต" ผู้ใหญ่หวินและชาวบ้านมักใช้เป็ด ไก่ เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารต้อนรับนายทุกครั้ง คงเพราะสามารถนำมาประกอบอาหารที่ถือว่าดีที่สุดแล้วสำหรับชาวบ้านนั่นเอง โดยเมนูก็หนีไม่พ้น "ลาบเป็ด" "ต้มไก่" หรือนำมาทำเมนูประเภทนึ่ง ซึ่งแต่ละครั้งจะใช้เป็ดหรือไก่ประมาณสี่ห้าตัว แต่ทั้งนี้ปริมาณเป็ด ไก่ ก็จะแปรผันไปตามจำนวนนายที่มาจากส่วนกลางด้วย หากเป็นการจัดเลี้ยงต้อนรับในลักษณะเช่นนี้ สิ่งที่ถือว่าผิดกฎหมายในยามปกติก็จะถูกกฎหมายไปในตัว เหล้าสาโท ทั้งชนิดสีขาวขุ่น-สีเหลือง ส่งกลิ่นหอมรสหวาน หรือ ส.ร.ถ. (สุราเถื่อน) จะถูกงัดขึ้นมาจากที่บังตารินสังสรรค์ค์กันอย่างครึกครื้น กัญชาป่นจนเหลวมันอาจจะผิดกฎหมาย แต่เมื่อนำมาผสมต้มรวมกับไก่ ใส่ใบมะขามอ่อน มันก็จะกลายเป็นต้มไก่ใส่กัญชาที่ถูกกฎหมายทั้งชาวบ้านและนายจากส่วนกลางต่างซดกันอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมเสียงคุยกันอย่างครื้นเครง
"แปลก วันนี้ไม่มีสาโท มันคงเป็นตอนกลางวันกระมัง" เฒ่าคำสังเกตว่าพาข้าววันนี้ไม่มีการพูดถึงสาโท หรือสุราเถื่อนเหมือนเช่นเคย แกให้ความสนใจกลุ่มคนเฮือนใกล้เคียงกันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น พร้อมสานก่องข้าวของแกต่อไปอย่างช้า ๆ และใส่ใจ ตามลักษณะทั่วไปของคนในวัยชรา
"อาหารอร่อยมาก ๆ ครับท่านผู้ใหญ่" เกษตรอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากล่าวชมก่อนใครทำเอาผู้ใหญ่หวินยิ้มแทบริมฝีปากฉีก
"ตอนแลงมีทีเด็ดกว่านี้ครับท่านเกษตร ผมบอกแม่อีนางเตรียมไว้แล้ว ทางผู้ช่วยก็จะนำมาเพิ่มเติมอีกในตอนแลงครับ" ผู้ใหญ่หวินกล่าวซึ่งทุกคนต่างเข้าใจว่า "ไอ้ทีเด็ด"ของผู้ใหญ่หวินก็คือสาโทหรือไม่ก็สุราเถื่อนนั่นเอง
"เห็นท่าผู้ใหญ่จะไม่ให้ผมกลับอำเภอได้เลยนะหนิ" เกษตรอำเภอกล่าวทีเล่นแต่ก็ไม่ปฏิเสธ "ไอ้ทีเด็ด"อย่างว่า
ผู้ใหญ่หวินยิ้มกรุ่มกริ่ม ดีใจในการเอาใจนายได้สำเร็จอีกครั้ง จะไม่ให้แกดีใจได้อย่างไรไม่ว่านายคนไหนถ้าได้มาเยี่ยมเยือนบ้านห้วยทราย และได้นั่งสังสรรค์ที่บ้านผู้ใหญ่หวินแล้วจะไม่ติดใจและไม่ชอบใจนั้นเห็นจะไม่มี เมื่อได้มาครั้งแรกก็จะมีครั้งที่สอง สามตามมา ความที่นายชอบใจดังกล่าวก็ทำให้ โครงการใหม่ ๆ งบประมาณในการพัฒนาบางอย่าง บ้านห้วยทรายก็มักจะได้รับหรือช่วยเหลือจากทางการมากกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ ในตำบล จะว่าดีก็ถูกบางส่วนเพราะการที่ได้งบมาพัฒนาหมู่บ้านทำให้บ้านห้วยทราย มีบ่อน้ำบาดาลถึงสี่บ่อ มีหอกระจายข่าวที่สามารถกระจายข่าวสารได้อย่างทั่วถึง แต่ส่วนที่เป็นผลเสียก็มาก เพราะหากเป็นการได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการใหม่ ๆ บ้านห้วยทรายก็จะกลายเป็นหนูทดลองยากันทั้งหมู่บ้านนั่นเอง
เสียงพูดคุยของชาวบ้านกว่าครึ่งร้อยดังเซ็งแซ่อยู่หน้าลานบ้านของผู้ใหญ่หวิน ต่างตีวงจับเข่าคุยกันในค่ำคืนแห่งความยินดีและต่างมีความคาดหวังกันโดยถ้วนหน้า บ้างก็ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ บ้างก็ไต่ถามเรื่องพืชผลทางการเกษตร บ้านไหนมีลูกสาวลูกชายลงไปไทยก็คุยโอ้อวดถึงการได้รับเงินทองที่ลูก ๆ ส่งมาให้ใช้ เรื่องลมซ่าญาครูหนีตามสีกาก็ยังเป็นประเด็นที่ใช้ในการพูดคุยกันอยู่ แต่ที่ขาดไม่ได้คือเรื่องที่เกษตรอำเภอนัดประชุมชาวบ้านในค่ำคืนนี้
"พี่น้องชาวบ้านห้วยทรายทุกคนที่มาร่วมประชุมในค่ำคืนนี้ กระผมในฐานะเกษตรอำเภอมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ชาวบ้านเราจำนวนมากเข้าร่วมโครงการส่งเสริมรายได้โดยการปลูกมันสำปะหลัง และดีใจที่ทุกท่านเห็นประโยชน์ของโครงการดังกล่าว อันจะช่วยพัฒนาชีวิตของท่านให้ดีขึ้น มีอยู่มีกิน มีเงินใช้ไม่ขาดมือ" เสียงเกษตรอำเภอเจื้อยแจ้วท่ามกลางชาวบ้านที่นั่งฟังด้วยความตั้งใจยิ่งกว่าฟังเทศน์มหาชาติเสียอีก
"ใครอยากรวยและพร้อมที่จะรวยไปกับมันสำปะหลังปรบมือดัง ๆ หน่อยครับ" เกษตรอำเภอพูดยังไม่ทันจบประโยคเสียงปรบมือพร้อมเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจตามมาติด ๆ พอเสียงเงียบซาลงเกษตรอำเภอก็สาธยายให้ชาวบ้านฟังต่อท่ามกลางรอยยิ้มอันเบิกบานของชาวบ้านและผู้พูด
"ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการต้องมีพื้นที่ของตนเองในการเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าห้าไร่ในการปลูกมันสำปะหลัง ส่วนแปลงสาธิตนั้นจะแยกออกต่างหากโดยแปลงสาธิตนี้ทุกคนจะเป็นเจ้าของร่วมกันคนละแปลงซึ่งจะมีเนื้อที่ประมาณแปลงละสองไร่ เพื่อใช้เป็นแปลงเกษตรตัวอย่างและให้ทางคณะกรรมการติดตามและประเมินผลจากตัวจังหวัดท่านมาตรวจและให้คะแนนแข่งกับอำเภออื่น"
"แล้วแปลงสาธิตจะเอาพื้นที่ไหนที่จะมีพื้นที่มากขนาดนั้นหละท่านเกษตร" เสียงโพล่งถามดังขึ้นกลางลานประชุมขัดจังหวะการพูดของเกษตรอำเภอ
"กระผมได้ไปสำรวจพื้นที่กับผู้ใหญ่หวินแล้วเห็นว่า ป่าโคกคึม มีความเหมาะสมที่จะทำเป็นแปลงสาธิต ด้วยขนาดพื้นที่กว่าร้อยไร่ เป็นพื้นที่ของหลวงไม่ต้องไปรบกวนพื้นที่ของพ่อแม่พี่น้อง ที่สำคัญป่าโคกคึม อยู่ไม่ไกลจากตัวหมู่บ้านเรา กระผมจึงสรุปว่าควรที่จะถางป่าโคกคึมทำเป็นแปลงสาธิตการปลูกมันสำปะหลังครับ" เกษตรอำเภอสรุปพร้อมหันหน้ามองมาทางผู้ใหญ่หวินเพื่อขอการสนับสนุน ซึ่งก็ได้ผลคำพูดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่หวินโดยการผงกหัวในเชิงเห็นด้วยอยู่หลายครั้ง
เสียงพูดคุยกันของชาวบ้านดังอื้ออึงขึ้นมาชั่วขณะ เมื่อได้ฟังว่าเกษตรอำเภอจะใช้โคกคึมเป็นแปลงสาธิต เสียงดังกล่าวฟังแล้วดูออกว่าเป็นการไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะคัดค้านในวงประชุมลานหน้าบ้านนั้น เสียงพูดคุยกันยังมีเล็ดลอดออกมาตลอดการประชุม จนกระทั่งเสร็จสิ้นต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ประเด็นป่าโคกคึมยังเป็นเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยกันไปตลอดเส้นทางกลับเรือนของตน แต่อย่างว่าผลประโยชน์ สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้รับมันอยู่ตรงเบื้องหน้า ทำให้ทุกคนทิ้งเรื่องดังกล่าวไว้ ณ ค่ำคืนนั้น
ความวุ่นวายระหว่างการประชุมได้หายไปเมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลง คงเหลือแต่ความเงียบสงัดในคืนเดือนแจ่ม สายตาเฒ่าคำยังจ้องมองบริเวณลานประชุมดังกล่าวอยู่ด้วยความครุ่นคิด ปากดูดยาเส้นมวนด้วยใบตองแห้งที่ติดไฟแดงหวาบ ๆ แกนึกถึงสิ่งที่เกษตรอำเภอแจ้งต่อชาวบ้านตรงลานดินในคืนนี้ แกรู้ว่าอะไรจะตามมาบ้าง แม้เฒ่าคำจะเป็นคนบ้านนอกแต่แกก็เคยตระเวนร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำมาแล้วเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่ม การเลือกตัวเงินผลประโยชน์ส่วนตนโดยให้ความสำคัญกว่าธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร ฮีตคลองแต่เก่าเป็นสิ่งที่คิดผิดอย่างถนัด ความอยาก ความโลภ มิจฉาทิฐิ จะตามมา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงิน ธรรมชาติไม่อาจที่จะต้านเงินได้เพราะกิเลสของมนุษย์ แกไม่ชอบสภาพที่แกเคยพบเคยเห็น แกไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ณ บ้านห้วยทราย บ้านป่าบ้านดงที่สงบเงียบ การดำรงชีวิตฮีตคลองเก่าจะหมดไป ผีป่าผีดง ผีปู่ผีย่าจะโกรธจะขึ้ง ลูกหลานจะเดือดร้อน เพราะมันผิดเปิงบ้านเปิงเฮือน สิ่งที่เฒ่าคำได้ยินวันนี้มันทำให้แกหวนนึกคิดถึงคราวไปแหย่ไข่มดแดงเมื่อต้นแล้งที่ผ่านมา ความแผดร้อนของแสงแดด ความเศร้าหมองของป่าโคกคึม ความผิดปกติของไข่มดแดงที่น้อยกว่าทุก ๆ ปี รวมถึงความเหนื่อยหล้าของแกตอนนั้น มันเป็นลางบอกเหตุของธรรมชาติแท้จริงหนอ เฒ่าคำพยายามทบทวนเหตุการณ์ที่พบพานมา
เดือนหงายขึ้นสิบเอ็ดค่ำจวนจะเลยยอดมะพร้าวที่ยืนต้นอยู่หลังเล้าข้าวทางทิศตะวันออกของเรือนอากาศเริ่มเย็นลงพอให้นอนหลับสบายไม่ร้อนนัก พ่อเฒ่าดูดยาเส้นมวนสุดท้ายจนหมด ก่อนที่จะค่อย ๆ เขย่งตัวใช้มือยันพื้นลุกขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อมหยิบห่อยาเส้นเอาไปเหน็บไว้ข้างฝาตรงใกล้ ๆ ที่นอน ดึกมากแล้วแกเอนตัวลงหลับด้วยความอ่อนเพลียทั้งกายและใจ
ทางมะพร้าวต้องลมที่พัดมาเบา ๆ ครูดกับสังกะสีตรงเล้าข้าวเสียงดัง ครืดคราด ครืดคราด แทรกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน
เสียงรถจักรดังกระหึ่มมาจากทิศที่ตั้งของโคกคึม ป่าโคกกว่าร้อยไร่ถูกถางอย่างไม่ยั้งไม้ยั้งมือ เสียงรถแทรกเตอร์แผดเสียงออกมาอย่างไม่น่าฟังในเวลาที่มันจะต้องใช้กำลังโค่นอะไรตรงหน้ามันซักอย่าง จอมปลวกขนาดใหญ่ ต้นไม้ขนาดใหญ่ทั้งที่ยืนต้นแห้งตายและยังไม่ตายบางต้นถูกโค่นลงอย่างเรียบอาวุธ ยังดีที่ไม่โค่นลงทั้งหมดเพราะหลวงตาและมรรคทายกขอไว้บางส่วนเผื่อได้ใช้สร้างหรือซ่อมแซมศาลาวัดที่อาจทรุดโทรมในภายภาคหน้า
ควันไฟอันเกิดจากการเผาเศษใบไม้ใบหญ้า กิ่งไม้ ไม้พุ่ม ไม้ขนาดเล็กที่เกิดจากการหักร้างถางป่าล่องลอยขึ้นบนฟ้าเป็นกลุ่ม ๆ ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการได้รับการแบ่งสันปันส่วนพื้นที่ในแปลงสาธิตรายละสองไร่ ต่างก็พากันหอบลูกหอบหลานมาช่วยกันคนละไม้คนละมือในการเตรียมแปลงสาธิต เสียงพูดคุยกันดังโหวกเหวก สนุกสนานครึกครื้นกันทั่วบริเวณโคกคึม แม้จะเหนื่อยลำบากในการเบิกป่าแต่แววตาต่างมีความหวังในตัวเงินที่จะได้รับดังที่นายเขาบอกไว้
"อย่าเฮ็ดดีหลายเด้อทิดคำปัน เดี๋ยวจะบ่มีที่เก็บเงินดอก" เสียงผู้ใหญ่หวินตะโกนหยอกเย้าทิดคำปันขณะกำลังถางป่า
"โคกคึมได้แค่สองไร่ไม่พอหรอกพ่อผู้ใหญ่ ต้องปลูกที่ไร่นาโนนบ้านฮ้างอีกซักสิบไร่ถึงจะพอ" ทิศคำปันตะโกนบอกผู้ใหญ่หวินถึงการจะนำพื้นที่ไร่ของตนที่มีอยู่กว่าสิบไร่มาปลูกมันสำปะหลังเช่นกัน
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป โคกคึมที่เคยเป็นป่ากลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่แซมอยู่ประปราย ดินสีแดงออกชมพู มองไปไกล ๆ แล้วช่างน่าทึ่งในความรวดร็วของรถจักรและกำลังคนเสียจริง ไม้ที่โค่นลงบางส่วนชาวบ้านนำไปเผาถ่าน ทำเป็นฟืนไว้ใช้ในครัวเรือนบ้าง แต่ก็เป็นเพียงไม้ขนาดเล็กเท่านั้น ส่วนไม้ขนาดใหญ่ทางคณะกรรมการหมู่บ้านตกลงขายให้กับทางเถ้าแก่เส็งที่มาขอติดต่อซื้อผ่านเกษตรอำเภอ เพื่อจะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเกลือสินเธาว์ โดยเงินที่ได้จากขายไม้ดังกล่าวจะนำไปไว้กองกลางซึ่งเป็นลักษณะกองทุนหมู่บ้านเพื่อเอาไว้ใช้ในงานบุญเทศกาลของหมู่บ้าน
"ขอบคุณเกษตรอำเภอและผู้ใหญ่หวินมาก ๆ ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลให้ผมได้ไม้ไปเป็นฟืนต้มเกลือตั้งสิบคันรถหกล้อ ขอบคุณมาก ๆ" เถ้าแก่เส่งพูดพลางยกมือไว้เกษตรอำเภอและผู้ใหญ่หวิน
"ผมขอบพระคุณผู้ใหญ่หวินและชาวบ้านห้วยทรายเป็นอย่างมากอีกครั้ง ผมไม่รู้จะตอบแทนพระคุณด้วยอะไรดี ผมจึงได้ขนเกลือต้มมาให้ผู้ใหญ่หวินหนึ่งคันรถปิ๊กอัพเพื่อช่วยแจกจ่ายชาวบ้านห้วยทรายทุกครัวเรือนให้ได้มีเกลือกิน" เถ้าแก่เส่งไม่พูดเฉย ๆ พลางยกมือชี้ให้ผู้ใหญ่หวินดูรถปิ๊กอัพขนเกลือจอดริมถนนตรงหน้าบ้าน ท่ามกลางรอยยิ้มอันกว้างของทั้งสองฝ่าย แต่หากเทียบกับผลประโยชน์ที่เถ้าแก่เส่งได้รับ แม้นจะขนเกลือมาให้สักสิบคันรถก็เทียบไม่ได้
สำหรับผู้ใหญ่หวินแกดีใจในผลตอบแทนดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง รุ่งเช้าแกปล่าวประกาศทางหอกระจายข่าวให้ชาวบ้านเอากระบุง ภาชนะอื่น ๆ มารับเกลือต้มเถ้าแก่เส่ง ก็คงยากที่จะไม่ให้แกดีใจ เพราะการแจกเกลือถือว่าเป็นการสร้างบารมีและทำให้ชาวบ้านชื่นชอบไปในตัวนั่นเอง
แต่สำหรับเฒ่าคำแกไม่คิดอยากจะได้แม้หยิบมือเดียว ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็ไม่เคยต้องซื้อเกลือกินหรือขอเกลือกินจากใคร การต้มเกลือด้วยวิธีคนสมัยเก่ายังเป็นวิธีที่แกใช้ต้มเกลือไว้กินเป็นประจำทุกครา และการกินเกลือก็ไม่ยักจะกินหมดเร็วเหมือนข้าวในเล้า แกต้มตุนไว้สี่ห้ากระบุงก็สามารถกินได้เป็นปี ถ้าเกิดขี้เกียจต้มก็สามารถนำข้าวสักกระบุงแลกกับเกลือที่เขาขนตระเวนผ่านหมู่บ้านแทบทุกเดือนได้ มันเป็นวิถีแบบเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน คือ ดำรงอยู่อย่างพอเพียง แต่ไม่จนและไม่ใช่การเกียจคร้านแต่อย่างใด
"สังพากันโตนลงห้วยหาฮังแตนต่อ สังบ่ขึ้นโคกกว้างหาซ้างค่าแพงน้อ" เฒ่าคำพึมพำให้ตนเองฟังเป็นบทผญาสุภาษิตพื้นบ้าน เมื่อมองเห็นชาวบ้านต่างพากันมารับแจกเกลือต้มด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทำไมหนอคนสมัยใหม่และส่วนใหญ่จึงมักทำอะไร คิดอะไรกันง่าย ๆ โดยไม่มองว่าสิ่งที่ต้องแลกมานั่นคืออะไร และอนาคตของหมู่บ้านจะเป็นอย่างไร ทำไมไม่คิดถึงเรื่องที่ดีและมั่นยืนมากกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่ได้มาเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำไมหนอ
"มันตรงกับบทผญาที่อีพ่ออีแม่บอกสอนไว้สอนจริง ๆ" เป็นบทสรุปที่ชายชราไม่ค่อยสบายใจนัก
รางวัลที่สามจากการประเมินผลและตัดสินของคณะกรรมการที่มาจากตัวจังหวัด ทำให้เจ้านายในระดับอำเภอได้รับคำชมกันถ้วนหน้า ช่วงแรก ๆ ก็เป็นฝันดีของชาวบ้านห้วยทรายที่ต่างเป็นปลื้มกับผลงานที่พวกตนได้ช่วยกันทำ แคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะขามหน้าบ้านผู้ใหญ่หวินไม่ว่างเว้นจากการต้อนรับพวกนายที่มาร่วมแสดงความยินดี เหล้ายา ปลาปิ้ง มีสังสรรค์กันไม่ว่างเว้นแต่ละวันเป็นแรมอาทิตย์ อีจ่อย บักพาน จากที่เคยเห่าเมื่อเจอคนแปลกหน้า กลับกลายเป็นหมาที่แสนเชื่องเพราะความคุ้นหน้า คุ้นกลิ่น และการได้รับผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ อาทิ กระดูก ก้างปลา ที่คนแปลกหน้าโยนให้ ทำให้มันวิ่งเลียแข้งเลียขาเพื่อเอาอกเอาใจจนบางครั้งกลายเป็นการสร้างความรำคาญใจให้คนที่ถูกเลีย
เวลาผ่านไปนานวันเข้าความทรงจำดังกล่าวก็เลือนหายไป เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีความยินดีปรีดาในตัวรางวัลก็หายไปเหมือนสายลมอีกเช่นเคย แต่สิ่งที่รอคอยอยู่คือ ความคาดหวังจากรายได้ที่จะได้รับ เสียงชาวบ้านบอกกล่าวว่าจ้างกันเองไปช่วยขุดหัวมันสำปะหลังเพื่อนำไปขายดังอยู่เกือบทุกวัน เสียงรถบรรทุกครางอือ ๆ ดังมาแต่ไกลเวลาที่บรรทุกหนักหรือติดหล่มดินทราย เสียงลูกเด็กเล็กแดงร้องให้อ้อนพ่อเพื่อจะตามไปขายหัวมันในตัวตลาดด้วย หากเสียงร้องให้เงียบไปนั่นแสดงว่าการอ้อนนั้นสำเร็จ แต่หากไม่สำเร็จเสียงร้องให้ก็จะยิ่งส่งเสียงแผดดังมากยิ่งขึ้นนานกว่าจะหายไป ซึ่งบางรายหายไปเพราะความเหนื่อยล้า แต่ก็มีบางรายหยุดร้องกะทันหันด้วยอนุภาพของไม้แส้หรือฝ่ามือของผู้เป็นแม่ที่ทนรำคาญเสียงร้องให้ดังกล่าวไม่ไหว
"ได้เงินได้คำหลายบ่หละทิดคำปัน" เสียงเฒ่าคำตะโกนถามทิดคำปันดังมาจากชานเรือนในรุ่งเช้าพอมองเห็นทางเดิน
"ได้ไม่เยอะดอกพ่อใหญ่ ปลูกร่วมสิบไร่ ตกไร่ละสองตัน พอเอาไปขายให้ลานมันที่ตลาดเขาก็ติว่าหัวมันไม่ค่อยเป็นแป้ง ให้ราคาเพียงกิโลละสองสลึงกับสิบห้าสตางค์ รวมแล้วได้เงินบ่ถึงหมื่นห้าดอกพ่อใหญ่" ทิศคำปันตอบเกินกว่าที่ถาม
"อ้าวได้ตั้งหมื่นห้ามันก็เยอะแล้วบักทิด" เฒ่าคำสนทนาเชิงถามต่อ
"ถ้ามันได้เต็มจำนวนมันก็ดีสิพ่อใหญ่ ไอ้หมื่นห้ายังไม่หักค่ารถหกล้อลุงตาแกคิดค่าขนกิโลละห้าตังค์รวมแล้วก็พันหนึ่ง ค่าจ้างคนถอนสามวันรวมค่าข้าวปลาอาหารก็ตกพันกว่า ค่าปุ๋ยรองพื้นสิบถุง ๆ ละ สองร้อยบาทก็ปาไปแล้วสองพัน ไหนจะค่าปุ๋ยตอนเร่งหัวอีกสิบห้าถุง ๆ ละสามร้อย แพงกว่าตอนรองพื้นเพราะเขาบอกว่าสูตรอาหารต่างกันและที่สำคัญมันเป็นสูตรเพื่อเร่งหัวโดยเฉพาะรวมแล้วตกเกือบสี่พันห้า เบ็ดเสร็จเหลือเงินจริง ๆ ไม่ถึงเจ็ดพันดอกพ่อใหญ่ นี่ยังไม่รวมค่ารถค่าราในการเดินทางเข้าอำเภอไปซื้อปุ๋ยอีกนะ" คำตอบที่ยาวกว่าคำตอบแรก
"ไหนตอนแรกเกษตรอำเภอบอกว่าตกไร่ละสามพันบ่แม่นดอกหรือ" คำถามที่ทำให้คิดถึงคำโฆษณาตอนป่าวประกาศหน้าแล้งปีที่แล้ว
"มันสิได้อย่างไรหละพ่อใหญ่ เฮาเอาไปขายกับเถ้าแก่ลานมัน เฮาบ่ได้เอาไปขายกับเกษตรอำเภอ เขาจะรับซื้อจากเฮาในราคาเท่าไหร่ก็ได้ ขุดขึ้นมาแล้วถ้าไม่ขายมันก็เน่า แล้วสิให้เฮ็ดจั่งได๋หละพ่อใหญ่" เสียงถอนหายใจดังขึ้นหลังพูดจบ อย่างกับคนเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติมาหมาด ๆ
"ก็ลานมันลูกชายคนโตเถ้าแก่เส่งนั้นหละพ่อใหญ่ จะไปขายที่อื่นก็ไม่ได้เพราะปิดบ้าง ให้ราคาเท่ากันบ้าง ให้ราคาสูงกว่าห้าสตางค์ก็มี ถ้าจะเอาไปขายต่างอำเภอก็ไม่คุ้มค่ารถ" คำตอบเมื่อถามถึงลานมันที่นำไปขาย
"อ้าวเป็นหยังคือบ่ขายลานที่ให้ราคาสูงกว่าหละ" เฒ่าคำซักไปอย่างนั้นหละแกรู้คำตอบอยู่ในใจแล้ว
ปุ๋ยที่ชาวบ้านซื้อเงินเชื่อไว้กับเถ้าแก่เส่งไว้ตอนต้นปี โดยมีข้อตกลงจ่ายเงินตอนเอาหัวมันไปขายที่ลานมันของลูกชายคนโตแก ซึ่งไม่มีการคิดดอกเบี้ยค่าปุ๋ยเพิ่มแต่อย่างใด แต่หากเอาไปขายที่ลานอื่นเวลาไปจ่ายเงินค่าปุ๋ยก็จะต้องจ่ายเพิ่มอีกกระสอบละยี่สิบบาทอันคล้ายกับดอกเบี้ยและเป็นการลงโทษชาวบ้านคนที่บังอาจหัวหมอเอาไปขายให้คนอื่นนั้นเอง
"เมื่อเทียบราคาซื้อต่างกันแค่ห้าสตางค์ กับการต้องมาเสียค่าปุ๋ยเพิ่มขึ้นและเสี่ยงต่อการไม่ได้ปุ๋ยเงินเชื่อในปีนี้อีก ก็เลยต้องจำใจขายที่ลานมันลูกชายเถ้าแก่เส่ง

เฮ้อ! …เฮ็ดจั่งได๋ได้พ่อใหญ่ชาวบ้านอย่างเฮาสายป่านเรื่องเงินเรื่องทองมันบ่ยาวเหมือนพ่อค้าเขา"
ฝูงไก่กว่ายี่สิบตัวกำลังจิกข้าวที่เฒ่าคำหว่านจากชานเฮือนลงตรงลานดินด้านหน้า การพูดคุยกับทิดคำปันเมื่อสักครู่ทำให้แกนึกถึงภาพความเศร้าหมองของป่าโคกคึมเมื่อปีกลาย ความคิดวิ่งไปถึงลมซ่าที่คุ้มวัดเขาลือกัน ที่สุดท้ายแล้วไม่เป็นความจริงดั่งที่ลือ
"พวกนี่คักแท้มาทำให้ผิดเปิงบ้านเปิงเฮือน มันถางป่าถางดงไม่กลัวผีป่าผีดงจะขึ้งจะโกรธ ธรรมชาติเขารู้ เขาถึงหม่นถึงหมองก่อนพวกมันจะมา"
ภาพไร่มันสำปะหลัง ผุดขึ้นมาแทรกภาพป่าโคกคึมที่แกเห็นมาตั้งแต่เกิด มีมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด บัดนี้ไม่มีเสียแล้ว แหล่งอาหารที่ไม่ต้องซื้อของชาวบ้านป่านาดอน รวมถึงวัวควาย นกหนูปูปีกไม่เหลืออีกแล้ว จากป่าที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันในทุกตารางนิ้ว กลับกลายเป็นการแบ่งกันครอบครองออกเป็นแปลง ๆ ต่างยึดถือเป็นของตัวเอง แบ่งเขตแดนนี่ของมึงนั่นของกู ความเคยทำมาหากินแบบพออยู่พอกินกลับกลายเป็นการทำเพื่อตัวเงิน หวังได้เงินเพื่อขจัดความยากจนข้นแค้น การดำรงชีพแบบเฮ็ดอยู่เฮ็ดกินกำลังจะมลายหายไป
นกมีหูประตูมีปีก การสังสรรค์กันบ่อยครั้งระหว่างนาย เถ้าแก่เส่ง ผู้ใหญ่หวิน ทำให้แกรู้ว่าผลประโยชน์แท้จริงแล้วตกอยู่ที่ใคร แม้การสังสรรค์ค์ในบางครั้งจะมีกันในขณะที่ชาวบ้านออกไปทำไร่ไถนากันหมด แต่คงลืมไปว่ายังมีตาเฒ่าแก่ ๆ บ้านใกล้เฮือนเคียงได้ยินด้วยความตั้งใจบ้างและโดยความบังเอิญได้ยินบ้าง การถางแผ้วป่าด้วยเครื่องจักรใครเล่าได้ประโยชน์จากงบหลวงถ้าไม่ใช่ผู้รับเหมาอันเป็นเจ้าของเครื่องจักร ไม้ฟืนกว่าสิบคันรถหกล้อราคาถูก ๆ ใครเล่าได้ประโยชน์สูงสุดถ้าไม่ใช่เถ้าแก่เส่ง ชาวบ้านกว่าห้าสิบรายที่ซื้อปุ๋ยเงินเชื่อสุดท้ายรายได้ตกแก่ใคร หัวมันที่ได้มาจากการขุดขึ้นจากดินใครหนอที่กำหนดราคาซื้อและกินส่วนต่างของกำไรถ้าไม่ใช่สายเลือดเถ้าแก่เส่ง เสียงพูดคุยกันในวงสังสรรค์ที่โอ้อวดถึงความสำร็จ การได้ประโยชน์จากชาวบ้านที่เข้าโครงการในครั้งนี้ยังแว่วอยู่ในโสตประสาทและฝังอยู่ในใจลึก ๆ ของผู้เฒ่าแก่ ๆ คนนี้ยากที่จะลืมเลือน เฒ่าคำจึงรู้ว่าใครได้ประโยชน์จากโครงการนี้แท้จริง
นี่นะหรือ คือรางวัลของการเป็นหมู่บ้านตัวอย่าง นี่หละหรือ คือโครงการที่อ้างสรรพคุณเหมือนยาวิเศษ ปีแล้วปีเล่า โครงการแล้วโครงการเล่าที่เฒ่าคำพานพบมา ทำไมหนอมันจึงทำให้ชีวิตลูกหลานบ้านห้วยทรายเปลี่ยนไปในทางลำบากปากกัดตีนถีบมากยิ่งขึ้น คงใช่แล้วสิหนอสภาพที่แกไม่อยากเห็นมันก็ได้เห็น ผีปู่ผีย่า ผีปู่สังกะสาย่าสังกะสีคงจะโกรธจะขึ้งที่ลูกหลานลืมความเป็นตัวตนของเจ้าของ ลูกหลานที่เกิดใหม่ใหญ่ทีหลังมันจึงอดอยากยากแค้นอย่างที่เป็นอยู่
เสียงหอกระจายข่าวดังมาเหมือนดั่งว่าต้นกำเนิดเสียงตั้งอยู่ไกลนับกิโล ความดังของเสียงไม่ได้ทำให้เฒ่าคำรู้สึกว่ามันดังนัก ผ่านมาอีกหนึ่งหนาวย่างเข้าหน้าแล้งอย่างเต็มฤดูไม่น่าจะทำให้หูทำหน้าที่ได้น้อยลงกว่าปีกลาย เอ... แต่ทำไมตอนงานบุญพระเวสเดือนสี่ยังฟังเทศน์มหาชาติได้ชัดเจนแทบทุกกัณฑ์ ไก่ตัวโตไล่จิกไก่ตัวเล็กเพราะข้าวที่หว่านให้จะเริ่มหมด เฒ่าคำหว่านข้าวให้อีกครั้งเป็นกำสุดท้ายก่อนลุกเดินไปยังเฮือนครัวเพื่อดูฟืนไฟไม่ให้มอดก่อนที่ข้าวจะสุก
"ทางสภาตำบลเลือกหมู่บ้านห้วยทรายของเฮา เป็นตัวแทนเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านส่งเสริมอาชีพโดยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นการส่งเสริมให้กลุ่มสตรีแม่บ้านมีรายได้ใช้กันในครัวเรือน ซึ่งทางเกษตรตำบลจะเข้ามาส่งเสริมให้ความรู้อย่างจริงจัง และตอนปลายปีนี้หมู่บ้านเฮาก็ต้องเป็นตัวแทนตำบลในการเข้าร่วมประกวดหมู่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมระดับอำเภอในเทศกาลงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะฉะนั้นขอให้ชาวบ้านห้วยทรายที่เลี้ยงไหมอยู่ในปัจจุบัน หรืออยากสิเข้าร่วมโครงการนี้มาลงชื่อที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเด้อ"
ดุ้นฟืนถูกดันเข้าไปในระหว่างก้อนเส้า กลิ่นหอมข้าวเหนียวนึ่งลอยมากระทบจมูกผสมกลิ่นควันไฟทำให้กลิ่นมันหอมลึก ๆ แต่ความร้อนของไฟ ความหอมกลิ่นข้าวเหนียวนึ่งและควันไฟ ไม่ช่วยทำให้ความรู้สึกของเฒ่าคำอุ่นขึ้นเลยสักนิด เสียงผู้ใหญ่หวินพูดถึงโครงการใหม่ยังไม่จบ สายลมพัดวูบมาจนเฮือนสั่น เส้นประสาทสันหลังของชายชราเย็นหวาบ ความเย็นหวิววิ่งเข้าตรงขั้วหัวใจ เนื้อหนังของชายชราเริ่มสั่น ทำให้ต้องยกมืออันเหี่ยวย่นผิงไฟที่กำลังลุกโชนเพื่อคลายความหนาว เฒ่าคำเบือนหน้าออกไปนอกชาน สายตาเพ่งมองลมฟ้าอย่างครุ่นคิด


"ลมผีบ้าพัดมายามแล้ง…"

 


แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ความเห็นของท่าน::
จากคุณ::


ใช้เวลาในการประมวลผล 0.1 วินาที
© สงวนลิขสิทธิ์ 2006 หน่วยจุฬาฯ-ชนบท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ 10330 ติดต่อเรา คลิ๊กที่นี่
Designed and Programmed by Sumrit Chomkaew สนใจ Website ราคาถูกและดี โืทร. 089-1413695